ห้องประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์
เป็นห้องแรกที่จัดแสดงในเรื่องราวของความเป็นภาคใต้ ที่ก่อเกิดขึ้นมาจากกลุ่มคน
โดยได้จัดแสดงไว้แยกเป็นกลุ่มๆ
ทั้งกลุ่มผู้คนหรือหลักฐานที่พบในสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ความเจริญก้าวหน้าในยุคต่างๆ แผนที่ที่แสดงให้เห็นการพบหลักฐานสำคัญในเรื่องราวต่างๆ
ตามเส้นทางของคาบสมุทรภาคใต้ อาณาจักรของภาคใต้ที่ก่อเกิดขึ้นในอดีต
และวัฒนธรรมจากต่างชาติที่ได้เข้ามามีบทบาทอันหลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งพอจะบรรยายและเล่าเรื่องราวได้
ดังนี้ เริ่มจากแผนที่ประตูสู่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมาถึงใต้สุดจังหวัดนราธิวาส
มีการพบเกี่ยวกับหลักฐานอันสำคัญต่างๆ เช่นแหล่งที่พบวัตถุโบราณ ลูกปัด
กลองมโหระทึกในภาคใต้
เส้นทางการเดินเรือของกลุ่มพ่อค้า เป็นต้น ดังแผนที่ดังกล่าวที่แสดงไว้
ตู้วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แสดงเรื่องราวของกลุ่มคนในภาคใต้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์
มี ๒ กลุ่มด้วยกัน เช่น กลุ่มชาวถ้ำและชาวน้ำ ซึ่งชาวถ้ำในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มี
๕๒ แหล่ง ชาวน้ำมี ๑๔ แหล่ง แสดงให้เห็นว่าในสมัยก่อนมีการใช้ปัจจัย ๔ มาแล้ว
เช่นที่ ถ้ำ คือ บ้าน ที่อยู่อาศัย มีทรัพยากร อาหาร แหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง
มีเสื้อผ้าที่สวมใส่เพื่อความอบอุ่นและปกปิดร่างกาย มียาสมุนไพรรักษาโรค เป็นต้น

วัฒนธรรมภาคใต้สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ชนชาวใต้สั่งสมวัฒนธรรมขึ้นเมื่อประมาณ 6,000-5,000 ปีมาแล้ว ดังปรากฏหลักฐานจากแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์กว่า 60 แหล่ง ค้นพบ ภาพเขียนสี, เครื่องมือเครื่องใช้ เช่น การทำและใช้หอกหิน ลูกศรหิน กระสุน ดินเผา ขวานหิน, เครื่องนุ่งห่ม เช่น การทำและใช้เครื่องนุ่งห่มจากหนังสัตว์ และ เปลือกไม้, ภาชนะดินเผา เช่น การทำและใช้เครื่องปั้นดินเผา ประดิษฐ์เครื่องประดับจากไม้ หิน กระดูกและดินเผาเป็นลูกปัด และกำไล เป็นต้น
วัฒนธรรมจากฮินดู
วัฒนธรรมฮินดูสู่ศรีวิชัย ดังภาพที่เห็นแผนที่คาบสมุทรทองคำนี้ พุทธศตวรรษที่ ๗-๘ ชาวตะวันตกพวกอินเดีย กรีก และโรมัน แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขยายการค้าทางทะเลมายังบ้านเมืองแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศจีน สำหรับเส้นทางโบราณที่เป็นข้อพิสูจน์ว่า เมืองตะโกลานั้นคือ เมืองตรัง มีเส้นทางเดินผ่านตลอดไปถึงแม่น้ำตาปีที่อ่าวบ้านดอนได้ โดยมีคลองโอ๊กกับคลองมีนเป็นลำน้ำเชื่อมโยงถึงกันได้ เป็นการแล่นเรือผ่านไปตามไครเสเชอโสเนโสส (เกาะทองหรือสุวรรณทวีป) จนไปถึงอ่าวบ้านดอน หลังจากนั้นยังสามารถแล่นเรือต่อไปยังเวียดนามและจีนได้โดยไม่ต้องผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นทางอ้อมและมีโจรสลัดชุกชุม เมื่อมีการคมนาคมขนถ่ายสินค้าต่อเนื่องมาทุกสมัย จึงทำให้เกิดชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองขึ้น เมืองต่างๆ จึงเกิดขึ้นตามเกาะทอง รวมทั้งเมืองตักโกลา(ตะโกลา) เมืองสำคัญอีกแห่งหนึ่งใกล้กับเมืองพัทลุงนั้นมีเมืองปะเหลียน (เมืองปะลันดา PALANDA) เป็นเมืองเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่ตั้งมาพร้อมกับเมืองตะโกลา (เมืองตรัง) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑,๘๐๐ ปี มีชื่อปรากฏในบันทึกภูมิศาสตร์ของปโตเลมีว่า ปะลันดา เมืองนี้มีแม่น้ำปะเหลียนเป็นแม่น้ำเคียงคู่ไปกับแม่น้ำตรัง ที่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขึ้นบกต่อไปไปเมืองพัทลุงได้ และยังใช้ข้ามคาบสมุทรไปสู่ดินแดนตะวันออกได้ จึงทำให้เมืองปะเหลียนเป็นเมืองท่า มีท่าเรือตันหยงสตาร์ ที่ใช้จอดเรือสำเภาขนาดใหญ่และใช้เป็นเส้นทางผ่านข้ามคาบสมุทร เดิมนั้นเป็นเมืองที่ขึ้นอยู่กับเมืองพัทลุง ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ อำเภอปะเหลียนได้ยุบรวมเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดตรัง พระยาปริยันต์เกษตรานุรักษ์ (ทองขาว ณ พัทลุง) นั้นเป็นเจ้าเมืองปะเหลียนคนสุดท้าย ก่อนที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เจ้าเมืองตรังจะเข้ามาปกครอง พ.ศ.๒๔๕๐ เมืองปะเหลียนนี้ ไม่มีทำเลที่แน่นอนเลยสักสมัย จึงมีการเปลี่ยนแปลงทั้งชื่อและที่ตั้งอยู่เสมอทั้งๆที่เป็นเมืองโบราณเหมือนกัน
วัฒนธรรมมลายู
ชาวไทยซึ่งมีเชื้อสายมลายู มีกระจายทั่วไปในทางภาคใต้ของประเทศไทย และส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม กระจายตัวหนาแน่นมากที่สุดทางภาคใต้ตอนล่าง ชาวมลายูในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่ยังใช้ภาษามลายูปัตตานี ซึ่งเป็นภาษามลายูท้องถิ่น และมีคนพูดกันมาก และหลายคนสามารถพูดภาษามลายูกลางได้ นอกจากนี้ยังเขียนด้วยอักษรยาวี ที่ดัดแปลงจากอักษรอาหรับและมีใช้กันอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงการใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองด้วย ยังแต่งกายแบบมลายูให้เห็นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคใต้ ผู้ชายยังแต่งกายด้วยการนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะ โพกศีรษะเหมือนชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันวัฒนธรรมการแต่งกายของมาเลเซียก็เข้ามา ทำให้ชาวมลายูแต่งตัวให้ทันสมัยมากขึ้นแต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นมลายูและอิสลามอยู่อย่างมั่นคง เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีความโดดเด่นของวัฒนธรรมชวา มลายู คือ กริช ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากชวา
วัฒนธรรมจีน
ซึ่งชาวจีนได้เข้ามาตั้งแต่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๗-๙ สู่ดินแดนสุวรรณภูมิ แปลว่า ดินแดนแห่งทองคำ หมายถึงดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในเอกสารชาวฮั่นหรือจีนโบราณเรียกว่า "จินหลิน" หรือ "กิมหลิน" ซึ่งมีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" ชาวจีนส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า ได้เข้ามาค้าขายทางเรือ และเห็นว่าดินแดนแห่งนี้ เป็นดินแดนที่ทรงคุณค่า มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ และการค้าของไทย มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ ประเทศจีน เกือบทั้งหมดของสินค้าไทยถูกส่งไปขายยังเมืองท่าต่างๆ ของจีน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ โดยทุก ๓ ปี ไทยจะส่งสิ่งของซึ่งส่วนใหญ่เป็นของป่าที่มีค่าไปบรรณาการจักรพรรดิจีน ซึ่งจีนจะตอบแทนกลับมามากกว่าที่ได้รับ ไทยได้ประโยชน์มากจึงส่งไปทุกปี บางปีก็ไปก่อนครบ ๓ ปี และจัดไปเป็นกระบวนใหญ่ มีทั้งภาคเอกชนร่วมไปกับเรือหลวงด้วย นอกจากนั้น ยังมีชาวจีนอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ส่วนใหญ่มักจะมีประสบการณ์ทางด้านการค้า การบัญชี การเดินเรือ ตลอดจนความรู้ทางเทคโนโลยีการผลิตอื่นๆ โดยไม่มีอุปนิสัยแทรกแซงทางการเมือง นับถือพุทธศาสนา ประกอบกับการค้าที่ต้องใช้ภาษาจีน คนจีนอพยพเหล่านั้น จึงมีคุณสมบัติเหมาะสมยิ่งที่จะเป็นตัวแทนการค้าในระบบจิ้มก้อง

วัฒนธรรมยุโรป
การที่ประเทศในยุโรป มีความเจริญทางด้านวิทยาการสมัยใหม่ และการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ เป็นเหตุให้มีการสำรวจทางทะเล และค้นพบเส้นทางการเดินเรือ จากยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการเพิ่มจำนวนประชากร ในยุโรป ประกอบกับ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร เป็นเหตุจูงใจที่ทำให้ประเทศตะวันตกแข่งขันกันเข้ายึดครองประเทศเป็นอาณานิคม การขยายอิทธิพลของชาติตะวันตกมีจุดประสงค์เพื่อ ผลประโยชน์ทางการเมือง รัฐบาลสนับสนุนบริษัทที่ทำการค้าให้มีอิทธิพลทางการเมือง เพื่อเข้าครอบครองดินแดนที่ทำการค้าด้วย ยุคนี้เรียกว่า ยุคจักรวรรดินิยม ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมดตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ยกเว้นประเทศไทย ชาติตะวันตกที่เข้ามาในภูมิภาคนี้ เช่น ชาวโปรตุเกส มีจุดมุ่งหมาย ที่สำคัญ คือ การค้าเครื่องเทศ และการเผยแพร่ศาสนา
วัฒนธรรมของชาวเล หรือชาวน้ำ
ชาวเลเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของดินแดนมลายูในสมัยดึกดำบรรพ์ก่อนที่ชาวมลายูจะเข้ามาอยู่อาศัยอยู่ ชาวมลายูเรียกชาวเลว่า โอรังละอุต แปลว่าคนทะเล ชาวอูรักลาโว้ยอาศัยอยู่ในท้องทะเล ยังชีพด้วยการหาปลาตามเกาะแก่งต่างๆ มีนิสัยหวาดกลัวคนแปลกหน้า และอพยพเปลี่ยนถิ่นที่อยู่ไปเรื่อยๆ จากเกาะในอินโดนีเซีย มาเลเซียในอดีต เรื่อยมาจนถึงเมืองไทย ปัจจุบันมีชุมชนชาวอูรักลาโว้ยหลายแห่งใน ๕ จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง และหากรวมกับชาวมอแกน และมอแกลนแล้ว จะมีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ทะเลเหล่านี้กว่าหมื่นคน สำหรับจังหวัดภูเก็ต พวกเขาตั้งบริเวณเกาะสิเหร่ หาดราไวย์ แหลมหลาเหนือ และบ้านสะปำ ในจังหวัดภูเก็ต ชาวอุรังลาโว้ยใช้ชีวิตครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายชายจะเข้าอยู่กับครัวเรือนฝ่ายหญิงชั่วคราว ก่อนแยกเป็นครอบครัวเดี่ยวเมื่อถึงเวลาสมควร ชาวอุรักลาโว้ยนั้นนับถือผีบรรพบุรุษ และสิ่งเหนือธรรมชาติว่ามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต "โต๊ะหมอ"จะเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมต่างๆ

มันนิ, มานิ (ซาไก)
ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในตอนใต้ของประเทศไทย หรือที่ชาวภาคใต้ทั่วเรียกกันว่า “เงาะ” พวกเค้าจะเรียกว่า มันนิ เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย มีความแตกต่างจากคนไทย เช่น จังหวัด พัทลุง ตรัง สตูล ยะลาและนราธิวาส ตลอดไปจนถึงประเทศมาเลเซีย เป็นวัฒนธรรมอยู่กับการล่าสัตว์ มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รูปร่างลักษณะสัณฐานของซาไก ผิวค่อนข้างดำไปทางน้ำตาลไหม้ ผมหยิก คิ้วโตหนา จมูกแบนกว้าง ริมฝีปากหนา ท้องป่อง นิ้วมือนิ้วเท้าใหญ่ ซาไกทั่วไปมีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม ที่อยู่ของซาไก เมื่อก่อนจะอยู่ตามเพลิง หรือทับ แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการสร้างบ้านเรือน ปลูกผักทำเกษตรมาขายที่ตลาด ใช้เงินตราเป็น พูดภาษาไทยได้ ในภาพที่เห็นเป็นภาพเด็กชายคนังเงาะน้อย ผู้ซึ่งเป็นเงาะป่าที่โชคดีที่สุด ได้รับตำแหน่งเป็นมหาดเล็กของราชกาลที่ ๕ ครั้นที่ท่านรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสป่าที่จังหวัดพัทลุงและทรงโปรดปรานเงาะมาก จึงนำไปเลี้ยงดูและดูแลเป็นอย่างดี พวกซาไกหรือเงาะป่านี้จะเก่งและเชี่ยวชาญหรือการของล่าสัตว์ ปีนต้นไม้ ยาสมุนไพร เพราะพวกเค้าอยู่ใกล้กับธรรมชาติ อาวุธที่ใช้ล่าสัตว์ ได้แก่ กระบอกไม้ไผ่ (บอเลา) ลูกดอก (บิลา) ลูกดอกที่อาบด้วยยาพิษ ซึ่งยาพิษนี้นำมาจากยางไม้หรือต้นน่อง หรืออีโป๊ะ มีพิษรุนแรงมาก ทำให้สัตว์ที่ได้รับพิษจะตายทันที
ไชยา-สุราษฎร์ธานี ศูนย์กลางวัฒนธรรมรอบอ่าวบ้านดอน “ศรีวิชัย”
ศูนย์กลางวัฒนธรรมภาคใต้บริเวณอ่าวบ้านดอน (ไชยา-สุราษฎร์ธานี) เป็นศูนย์กลางทางศาสนาศิลปกรรม อันเนื่องจากศาสนาทั้งพุทธและฮินดูที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงว่าช่วงนี้มีชุมชน และแหล่งโบราณคดีกระจายอยู่รอบอ่าวบ้านดอนเป็นจำนวนมาก

ตามพรลิงค์-ศรีธรรมราช ศูนย์กลางวัฒนธรรมทางศาสนา อาณาจักรสิบสองนักษัตร
อาณาจักรตามพรลิงค์ หรือ นครศรีธรรมราชเป็นศูนย์อำนาจและศูนย์กลาง ของวัฒนธรรมภาคใต้สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 7 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 คัมภีร์มหานิทเทศของอินเดีย เรียกว่า “ตามุพลิงคมุ” บัญชีเมืองที่ปรากฏในศิลา จารึกของพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 บ่งว่าเมืองที่กษัตริย์องค์นี้ตีได้มีชื่อ “ตามพรลิงค์” หลังจากอิสระแล้วตามพรลิงค์ก็รุ่งเรืองมากอีกครั้งหนึ่ง มีเมืองในอำนาจการปกครองถึง 12 เมือง โดยใช้ตราประจำ 12 ราศีเป็นตราของแต่ละเมือง
ปัตตานี-ยะลา ศูนย์กลางวัฒนธรรมภาคใต้ตอนล่าง “ลังกาสุกะ”
มีแหล่งโบราณคดีและชุมชนโบราณ บริเวณถ้ำคูหาภิมุข และถ้ำศิลป์ แหล่งบ้านปาละแว และบ้านพงกูวา ชุมชนโบราณยะรัง แหล่งบ้านดี และบ้านป่าศรี หลักฐานที่พบต่อเนื่องกันมาค่อยเพิ่มความเชื่อได้มากยิ่งขึ้นว่า บริเวณนี้จะเป็นดินแดนที่เคยเรียกว่า “ลังกาสุกะ” (พุทธศตวรรษที่ 9-12) หรือที่ปรากฏในจดหมายเหตุของชาวจีนว่า “ลัง-ยา-สิว, ลิง-ยา-ซู-เจีย” บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม อันเนื่องด้วยศาสนาพุทธ และฮินดู

สทิงปุระ-พัทลุง ศูนย์กลางวัฒนธรรมรอบทะเลสาบสงขลา
แหล่งวัฒนธรรมบริเวณรอบทะเลสาบสงขลา ส่วนที่อยู่ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสทิงพระโบราณ และบริเวณรอบวัดพะโคะ ทิศใต้คลุมตลอดถึงบ้านซิงโค บ้านวัดขนุน คลองปะโอ และสทิงหม้อ ทิศเหนือตลอดถึงบ้านเจดีย์งาม เชิงแส พังยาง และระโนด ส่วนฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ มีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณวัดเขียนบางแก้ว วัดสทังใหญ่ วัดสทังน้อย ตลอดถึงเขาชัยสนและบริเวณเขาเมืองในจังหวัดพัทลุงปัจจุบัน
ดูเพิ่มเติม ห้องถัดไป