วัฒนธรรมจีน
วัฒนธรรมจีน
ซึ่งชาวจีนได้เข้ามาตั้งแต่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๗-๙ สู่ดินแดนสุวรรณภูมิ แปลว่า ดินแดนแห่งทองคำ หมายถึงดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในเอกสารชาวฮั่นหรือจีนโบราณเรียกว่า "จินหลิน" หรือ "กิมหลิน" ซึ่งมีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" ชาวจีนส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า ได้เข้ามาค้าขายทางเรือ และเห็นว่าดินแดนแห่งนี้ เป็นดินแดนที่ทรงคุณค่า มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ และการค้าของไทย มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ ประเทศจีน เกือบทั้งหมดของสินค้าไทยถูกส่งไปขายยังเมืองท่าต่างๆ ของจีน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ โดยทุก ๓ ปี ไทยจะส่งสิ่งของซึ่งส่วนใหญ่เป็นของป่าที่มีค่าไปบรรณาการจักรพรรดิจีน ซึ่งจีนจะตอบแทนกลับมามากกว่าที่ได้รับ ไทยได้ประโยชน์มากจึงส่งไปทุกปี บางปีก็ไปก่อนครบ ๓ ปี และจัดไปเป็นกระบวนใหญ่ มีทั้งภาคเอกชนร่วมไปกับเรือหลวงด้วย นอกจากนั้น ยังมีชาวจีนอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ส่วนใหญ่มักจะมีประสบการณ์ทางด้านการค้า การบัญชี การเดินเรือ ตลอดจนความรู้ทางเทคโนโลยีการผลิตอื่นๆ โดยไม่มีอุปนิสัยแทรกแซงทางการเมือง นับถือพุทธศาสนา ประกอบกับการค้าที่ต้องใช้ภาษาจีน คนจีนอพยพเหล่านั้น จึงมีคุณสมบัติเหมาะสมยิ่งที่จะเป็นตัวแทนการค้าในระบบจิ้มก้อง จิ้มก้อง หมายถึง การเจริญทางพระราชไมตรีด้วยการถวายเครื่องราชบรรณาการ จิ้มก้อง เป็นคำจากภาษาจีน จิ้ม แปลว่า ให้, ก้อง แปลว่า ของกำนัล ในการทำการค้ากับจีนในสมัยโบราณ พ่อค้ามักจะนำของกำนัลไปให้เพื่อขอความสะดวกในการทำมาค้าขาย
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสงขลา แต่ในอดีตเป็นคฤหาสน์ของผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระยาสุนทรารักษ์ (เนตร ณ สงขลา) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถานและปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑสถานของชาติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชการที่ ๑๐ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕ เพื่อให้เป็นสถานที่จัดแสดงศิลปวัตถุภาคใต้ ยังจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่เกี่ยวกับตระกูล ณ สงขลา ซึ่งเป็นตระกูลเจ้าเมืองสงขลา ในอดีตด้วย ฯลฯ กลุ่มอาคารแห่งนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก คือหันไปทางทะเลสาบสงขลา มีการจัดวางอาคารให้ล้อมพื้นที่ตรงกลางจึงเกินลานกว้างอยู่ภายในซึ่งเป็นการจัดวางผังของบ้านเรือนของชาวจีน ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนมีสองชั้น แสดงการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตก และศิลปะจีนแบบหมิ่นหนาน (พื้นที่บ้านเกิดของชาวฮกเกี้ยน) อิทธิพลของงานศิลปกรรมสะท้อนถึงคนจีนฮกเกี้ยนที่ตั้งหลักปักฐานเป็นจำนวนมากในจังหวัดสงขลา และอิทธิพลจากชาติตะวันตกที่แพร่เข้ามาอย่างมากในรัชกาลที่ ๕
ยกตัวอย่างวัตถุที่จัดแสดงและเอกลักษณ์ของชาวจีนในตู้นี้ เช่น ตุ๊กตาจีน ขวดยานัตถุ์ เหรียญเงินอีแปะ ไห เป็นต้น ขวดยานัตถุ์มีความพิเศษมีประวัติอันยาวนานกว่า ชาวจีนเริ่มใช้ยานัตถุ์ในสมัยราชวงศ์หมิง หรือประมาณ ๖๐๐ กว่าปีแล้ว โดยระยะแรก การนำเข้ายานัตถุ์ยังมีจำนวนน้อยมาก มีใช้กันในพื้นที่จำกัดเพียงทางตอนใต้ของจีนแถบมณฑลกว่างตง เท่านั้น ต่อเมื่อกษัตริย์คังซีแห่งราชวงศ์ชิงเปิดน่านน้ำให้มีการค้าขายทางทะเล บรรดาหมอสอนศาสนาจากตะวันตกต่างก็พกพายานัตถุ์ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วสวยงามเข้ามาเป็นจำนวนมาก การนัตถุ์ยาจึงกลายเป็นที่นิยมขึ้นมา ลวดลายรูปลักษณ์มีความพิเศษ เช่นภาพทิวทัศน์ รูปคน รูปเทพจ้า รูปสัตว์ เป็นต้น ไพ่ผ่องไทยหรือ ไพ่ตอง การกำเนิดของการเล่นไพ่ มีจุดเริ่มต้นที่จีน ได้คิดไพ่ขึ้นสมัยราชวงศ์ซ้อง ต่อมาได้มีผู้นำไพ่เข้าไปในประเทศยุโรป ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ในศตวรรษที่ ๑๓ จากนั้นก็แพร่หลายเข้าในยุโรปกลาง สเปน และอาหรับ และคนไทยเราในอดีตก็นิยมเล่นกันมากจนถึงปัจจุบัน
กระบอกสูบฝิ่น
ฝิ่นถือเป็นยาเสพติดที่ให้โทษร้ายแรง ชาวตะวันตกได้นำเข้ามายังประเทศจีน ชาวจีนจึงนิยมและปลูกกันมาก ครั้นมายังเมืองสุวรรณภูมิจึงได้นำมาเพื่อสูบและการค้าด้วย แต่รัฐบาลไทยประกาศเลิกการค้าฝิ่นไปนานแล้ว กระบอกฝิ่นงาช้างชิ้นนี้มีลวดลายฉลุด้วยเทพเจ้าจีน แสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของ ส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่แสดงในตู้วัฒนธรรมจีนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ รูปแบบ รูปทรง ซึ่งประเทศจีนเป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยมาเกือบพันปีจนทั่วโลกต่างเลือกหาซื้อเครื่องถ้วยจีนและยอมรับในฝีมือ
ชาวจีนยังได้เผยแพร่ประเพณีที่สืบทอดกันมากันในภาคใต้จนปัจจุบัน คือ เทศกาลถือศีลกินเจหรือเทศกาลกินผัก เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีนของทุกปี จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่จัดประเพณีการกินเจอย่างยิ่งใหญ่ทุก ๆ ปี โดยมาจากรากฐานความเชื่อเดียวกัน คนจีนเรียก "เจเดือนเก้า" แต่ถ้านับตรงกับเดือนไทยก็จะได้ตรงกับเดือน ๑๑ ขณะที่จังหวัดภูเก็ตจะมีพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือ พิธี "โก้ยโห้ย" หรือพิธีลุยไฟสะเดาะเคราะห์ ม้าทรง หรือเจ้าจะเดินผ่านกองไฟ ที่มีถ่านร้อนแดงเป็นระยะทางกว่า ๒ ฟุต และตามด้วยผู้ที่ถือศีลกินเจที่มีความมั่นใจว่าตัวเองสะอาดแล้ว ก็สามารถร่วมลุยไฟได้ด้วยเช่นกัน ในตอนกลางคืนจะมีพิธีปีนบันไดมีด สูงประมาณ ๑๒ เมตร และจบลงที่ยามดึกของคืนวันที่ ๙ จะมีการแห่พระไปส่งทะเลบริเวณสะพานหิน และนำเสาโกเต้งลง ดับโคมไฟทั้ง ๙ เป็นอันเสร็จพิธีกินเจที่ภูเก็ต